Toyota รายงานตลาดรถยนต์เดือนกันยายน 2569 ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ มีจำนวนทั้งสิ้น 55,255 คัน เพิ่มขึ้น 14.28 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์นั่ง และรถยนต์ SUV (Passenger Car+SUV) มีปริมาณการขาย 39,907 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา 25.80 % ในขณะที่รถกระบะ (*Pickup 1 Ton) มีปริมาณการขาย 5,003 คัน ลดลงจากเดือนกันยายนปีที่แล้ว 11.50 % และรถกระบะ Double Cab มีปริมาณการขาย 5,106 คัน ลดลงจากเดือนกันยายนปีที่แล้ว 4.95 %

ศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์เดือนกันยายน 2569 ตลาดรวมมียอดขาย 55,255 คัน เพิ่มขึ้น 14.28 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละประเภทมียอดขายดังนี้
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ SUV (Passenger Car+SUV) ยอดขาย 39,907 คัน เพิ่มขึ้น 25.80 % จากปีที่ผ่านมา
• รถกระบะ (*Pickup 1 Ton) 5,003 คัน ลดลง 11.50 % จากปีที่ผ่านมา
• รถกระบะ Double Cab 5,106 คัน ลดลง 4.95 % จากปีที่ผ่านมา
*หมายเหตุ : Pickup 1 Ton เป็นยอดรวมจากรถกระบะตอนเดียว (B-Cab) และรถกระบะตอนครึ่ง (C-Cab)

ส่วนยอดขายตลาดรถยนต์สะสม 9 เดือนแรก มียอดขาย 521,226 คัน เพิ่มขึ้น 16.35 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นประเภทต่างๆ
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ SUV (Passenger Car+SUV) ยอดขาย 366,910 คัน เพิ่มขึ้น 27.23 % จากปีที่ผ่านมา
• รถกระบะ (*Pickup 1 Ton) 47,552 คัน ลดลง 16.11 % จากปีที่ผ่านมา
• รถกระบะ Double Cab 53,681 คัน เพิ่มขึ้น 7.60 % จากปีที่ผ่านมา
*หมายเหตุ : Pickup 1 Ton เป็นยอดรวมจากรถกระบะตอนเดียว (B-Cab) และรถกระบะตอนครึ่ง (C-Cab)
สำหรับ Toyota ในเดือนกันยายน มียอดขาย 18,706 คัน เพิ่มขึ้น 1.27 % จากปีที่ผ่านมา นำโดย Eco Segment (Yaris และ Yaris Ativ) มียอดขาย 5,927 คัน เพิ่มขึ้น 6.22 % จากปีที่ผ่านมา และ Pure Pickup มียอดขาย 5,518 คัน ลดลง 2.99 % จากปีที่ผ่านมา

ส่วนยอดขาย 9 เดือนแรกของปีนี้ มียอดขายรวม 172,913 คัน มีส่วนแบ่งตลาดที่ 33.17 % เติบโต 3.05 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา นำโดย Pure Pickup (Hilux Travo, Revo และ Champ) มียอดขาย 54,259 คัน เติบโต 4.45 % จากปีที่ผ่านมา และ Eco Segment (Yaris และ Yaris Ativ) มียอดขาย 52,804 คัน เติบโต 19.26 % จากปีที่ผ่านมา
ส่วนแนวโน้มตลาดรถยนต์เดือนตุลาคม คาดว่าจะปรับตัวลดลงตามดัชนีทางฤดูกาล (Seasonal Index) ประกอบกับสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคที่จะชะลอการตัดสินใจซื้อออกไป
สำหรับ Toyota จากสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน และการส่งชิ้นส่วน ทำให้โรงงานต้องหยุดการผลิตตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2569 และส่งผลให้ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ได้ตามกำหนดเดิม ปัจจุบันโรงงานสามารถกลับมาผลิตได้แล้วตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2569

อย่างไรก็ตาม การส่งมอบรถยนต์แก่ลูกค้าอาจเกิดความล่าช้าในระยะสั้น โดยบริษัทฯ กำลังเร่งประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การผลิต และการส่งมอบรถยนต์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และลดผลกระทบต่อลูกค้าให้ได้มากที่สุด
นอกจากนี้ เรายังออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบแบบครบวงจรภายใต้แนวทาง “Toyota Trusted Journey” เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะได้รับการดูแล และอุ่นใจในทุกสถานการณ์ (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมของ Toyota Trusted Journey ได้ที่ https://www.toyota.co.th/news/Toyota-Trusted-Journey-Flood-Support-Promotion) ในขณะเดียวกัน Toyota ยังคงให้ความสำคัญ และเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย พร้อมเดินหน้าโครงการผลิตรถพิคอัพไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจน (FCEV) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเตรียมส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ในปี 2570”
หมายเหตุ : ข้อมูลที่ปรากฏในรายงานนี้อ้างอิงจากข้อมูลยอดขายที่ระบุในเวบไซท์ https://fti.or.th/news/1717
ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (The Federation of Thai Industries-FTI) ประกาศ ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569