หยุด ! พฤติกรรมต้องห้าม ขณะขับรถ

ปัญหารถติด อุบัติเหตุซ้ำซ้อน หรืออุบัติเหตุที่ไม่ควรจะเกิดก็เกิด นำมาซึ่งการสูญเสียชีวิต และทรัพย์สิน ล้วนมาจากการไม่เคารพกฎจราจร มีผู้ขับขี่หลายคนที่ยังมีความเป็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบ แล้วยังเสี่ยงอันตรายสร้างความประมาทให้เกิดขึ้นทั้งตัวเองและเพื่อนร่วมถนนอีกด้วย 

 

แล้วเราจะมีวิธีแก้ไข หรือช่วยกันอย่างไร มาดูตัวอย่าง 'พฤติกรรม ต้องห้าม ขับรถบนถนน’ ซึ่งยังมีปัญหาอีกหลาย 108 พันประการที่รอการแก้ไข แต่ถ้าเรา หยุด !  ปัญหาต่อไปนี้ได้ที่ตัวเราเอง หรือช่วยกันแนะนำให้กับคนใกล้ตัวของท่าน เล็กๆ เหล่านี้ ก็จะน้อยลง สังคมน่าอยู่ ขึ้นแน่นนอน

● ขับช้า...แช่ ! เลนขวา

ตามกฎหมายเลนขวามีไว้สำหรับแซงเท่านั้น เมื่อเข้าเลนขวาแล้วแซงขึ้นมาจนถึงระยะที่ปลอดภัย ผู้ขับขี่ต้องตีรถกลับเข้ามาในเลนซ้ายห้ามแช่ขวา เพราะเลนขวาเป็นช่องทางที่รถวิ่งมาด้วยความเร็วสูง การขับรถแช่อยู่เลนขวาจึงไม่เพียงก่อให้เกิดความรำคาญใจแก่ผู้ขับที่ตามมา แต่ยังเพิ่มโอกาสการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วย เนื่องจากจังหวะที่รถตามหลังกำลังจะเบี่ยงแซงซ้าย จะเกิดจุดบอดที่คนขับซึ่งอยู่ในตำแหน่งขวามองไม่เห็น จึงมีโอกาสสูงที่จะหักไปเจอรถเลนซ้ายในด้านหน้า ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ความเร็วไม่สูงมากประมาณ 60-80 กม./ชม. ก่อให้เกิดอุบัติเหตุพุ่งชนได้ 


"ความคิดที่ว่าขับแช่ขวาไม่เป็นอะไรเพราะมองว่าตัวเองใช้ความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง ตามกฎหมายจราจรผู้ขับขี่ในลักษณะนี้ถือว่ามีความผิด 2 กระทง คือ 1.มาตรา 34 บัญญัติไว้ว่าถนนที่มีการแบ่งเส้นจราจรมากกว่า 2 เลนขึ้นไป ผู้ขับขี่ต้องขับชิดขอบทางด้านซ้าย หากไม่ปฏิบัติตามอาจโดนโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท และ 2.การขับรถกีดขวางทางจราจร โทษปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท"


การขับขี่รถให้ปลอดภัยทุกคนต้องร่วมใจปฏิบัติตามกฎจราจร ในกรณีนี้หากผู้ขับขี่ที่ใช้ความเร็วต่ำในช่องทางขวา มองเห็นรถที่วิ่งตามมาด้วยความเร็วสูง ก็ควรหลีกทางให้เพราะเลนขวามีไว้สำหรับแซง อย่างไรก็ตามผู้ขับขี่เลนขวาที่ใช้ความเร็วสูง ก็ต้องระวางโทษในข้อหาใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนดด้วย ซึ่งตรงนี้ถือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการตรวจจับการใช้ความเร็วบนท้องถนน

 

 

● เปิดไฟตัดหมอก โดยไม่จำเป็น

อย่าคิดว่า...ไฟตัดหมอกเปิดเมื่อไหร่ก็ได้ จริงๆ แล้ว ไฟตัดหมอกมีไว้เพื่อส่องระนาบไปกับพื้นถนนเฉพาะช่วงเวลาที่ฝนตกหนัก หรือหมอกลงจัดเท่านั้น ในทางกลับกัน หากใช้ผิดสถานการณ์ หรือเปิดพร่ำเพื่อ จะเป็นการรบกวนสายตาและสร้างความรำคาญให้กับผู้อื่น แถมยังเพิ่มโอกาสทำให้เกิดอุบัติเหตุง่าย และยังผิดกฎหมายจราจรด้วย

ในรถยนต์ยุคใหม่ ผู้ผลิตอาจเพิ่มไฟตัดหมอกติดมากับรถด้วย เพื่อเอาไว้เปิดตอนทัศนวิสัยเลวร้ายเท่านั้น ! เช่น หมอกลงจัด ฝนตกหนัก หรือผ่านกลุ่มควันที่มองไม่เห็น เพราะไฟเหล่านี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้รถคันอื่น มองเห็นรถเรา ในยามคับขัน ไม่มีผลทำให้สว่างขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้น ไม่ควรเปิดไฟตัดหมอกในสถานการณ์ปกติ โดยเฉพาะไฟตัดหมอกหลัง เพราะจะไปรบกวนสายตาของรถที่ขับตามหลัง อาจเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุได้ [อ่านต่อ...ไฟตัดหมอก ใช้ตอนไหน]

 

 

● รถติดๆ ไม่ต่อแถว ไปเปิดเลนถนนใหม่เอง

ปัญหารถติด แก้ยาก แต่ก็สามารถแก้ได้ "ที่ตัวเราเอง" หลายคนขับรถมักจะหาวิธีเอาเปรียบผู้ร่วมทางอยู่เสมอ เพื่อให้ตัวเองไปเร็วที่สุด ทั้งๆ ที่รถคันอื่นเขาก็อยากถึงที่หมายเร็วๆ กันทั้งนั้น แต่ก็ยังมีคนขับแบบไร้มารยาทเห็นแก่ตัว รถติดๆ เพื่อนๆ เขาต่อแถวกันมาเป็นระยะทางไกลๆ แต่พวกไม่มีมารยาทก็หาช่องทางเปิดเลนใหม่จนได้ พอมีหนึ่งคันเปิด หลายๆ คันก็ตามสิครับ พฤติกรรมดังกล่าว อย่าอ้างว่า "รีบ" อย่าลืมทุกคนเขาก็รีบเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะไม่ทำ เช่นคุณ ! ฉะนั้น หยุด ! แซงซ้ายเพื่อเปิดเลนใหม่ นอกจากอันตรายแล้ว ยังผิดกฎหมายอีกด้วย 

 

 


● ปาด แซง บริเวณคอสะพาน หรือจุดกลับรถ

พฤติกรรมนี้จะคล้ายๆ ข้อก่อนหน้า คือ ไม่ต่อแถว (เสียเวลา) ปาด แซงเลยดีกว่า เดี๋ยวนี้ถนนหลายสายเลยมีวิธีแก้เผ็ด พวกที่ชอบทำพฤติกรรมเหล่านี้ โดยติดกล้อง CCTV ดักไว้เลย ปาด แซงเมื่อไหร่ "มีบริการถ่ายภาพ (ชัดแจ๋ว ส่ง ปณ. ตรงถึงบ้านท่านเลย)"

 

 

● ขับคร่อมเลน 

บางครั้งก็อยากขับไปถามใกล้ๆ ว่า ทำไม ? ท่านต้องขับรถคร่อมเลนด้วยครับ ? จะไปซ้าย หรือไปขวา ต้องเลือกสักเลน เพื่อนๆ ที่ขับตามหลังมา งง ! "ถนนไม่ใช่เป็นของท่านคันเดียวนะครับ" (มีเพื่อนๆ กระซิบบอก) 

 

 

● เปลี่ยนเลนไม่ให้สัญญาณ

อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่มักเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง นั่นก็คือ การไม่ให้สัญญาณไฟในการขับรถ "ไฟเลี้ยว" ราคาดวงละไม่กี่บาท เปิดใช้เมื่อจำเป็น ไม่เปลืองหรอกครับ ที่สำคัญ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่รถทุกคนต้องมี รถจะราคาถูก หรือรถหรูๆ หลายสิบล้านต้องมีติดรถมาจากโรงงาน ฉะนั้น อย่าลืม ! ให้สัญญาณทุกครั้งเมื่อจะต้องออกจากที่จอด, กลับรถ หรือการเลี้ยว-เลี้ยวขวา ส่วนใหญ่มักละเลยการให้สัญญาณให้รถคันอื่นมองเห็นเราแต่เนิ่นๆ นึกอยากออกก็ออก นึกอยากจอดก็จอด โดยไม่คำนึงถึงผู้ที่ขับตามมา ถ้ารถคันหลังที่ขับตามมาด้วยความเร็ว อาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง โชคร้ายอาจถึงชีวิตก็เป็นได้ [ไฟเลี้ยวใช้ตอนไหน ? อ่านต่อ ที่นี่] 

 

 

● จอดตรงไหนก็ได้ !?! 

ความมักง่ายของคนใช้รถมีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ บางคนบอก "จอดแป๊บเดียวเอง"...จะจอดตรงไหนก็ได้...จอดรถแบบนี้นี่ไง รถมันถึงได้ติด นี่คือเสียงบ่นจากผู้ร่วมทาง มาดูกันว่า จอดแบบไหนผิด ! 
การจอดรถในที่ห้ามจอด หากผู้ขับขี่จอดรถตามลักษณะต้องห้าม 15 ลักษณะ จะมีความผิดด้วย ซึ่งตาม พรบ. จราจรทางบก พศ. 2522 มาตรา 57 กำหนดว่า ห้ามผู้ขับขี่จอดรถดังต่อไปนี้
1. บนทางเท้า
2. บนสะพานหรืออุโมงค์ 
3. ในทางร่วมทางแยก หรือในระยะ 10 เมตร จากทางร่วมทางแยก 
4. ห้ามจอดในทางข้ามหรือในระยะ 3 เมตรจากทางข้าม 
5. ห้ามจอดรถในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามจอดรถ 
6. ห้ามจอดรถ ในระยะ 3 เมตร จากท่อน้ำดับเพลิง 
7. ห้ามจอดรถในระยะ 10  เมตร จากที่ดินตั้งสัญญาณจราจร 
8. ห้ามจอดในระยะ 15  เมตรจากทางรถไฟผ่าน 
9. ห้ามจอดซ้อนกันกับรถอื่นที่จอดอยู่ก่อนแล้ว 
10. ห้ามจอดรถตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถหรือในระยะ 5 เมตร จากปากทางเดินรถ 
11. ห้ามจอดรถในระหว่างเขตปลอดภัยกับขอบทางหรือในระยะ 10 เมตร นับจากปลายสุดของเขตปลอดภัยทั้งสองข้าง
12. ห้ามจอดรถในที่คับขัน
13. ห้ามจอดรถในระยะ 15 เมตร ก่อนถึงเครื่องหมายหยุดรถประจำทางและให้จอดเลยเครื่องหมายไปอีก 3 เมตร
14. ห้ามจอดรถในระยะ 3 เมตรจากตู้ไปรษณีย์
15. ห้ามจอดรถในลักษณะกีดขวางการจราจรทั้งนี้หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามทั้ง 15 ข้อ ตามมาตรา 57 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท สามารถแจ้งไปที่สถานีตำรวจท้องที่ให้ดำเนินการจับกุมได้ทันที

Cr. dailynews.co.th

 

 

● อยากเลี้ยวก็เลี้ยว !

การให้สัญญาณในการขับขี่ เป็นเรื่องที่คนใช้รถสมัยนี้มักหลงลืม ท่านทราบหรือไม่ ? สาเหตุสำคัญที่มักเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง นั่นก็คือ การไม่ให้สัญญาณไฟในการขับรถ อย่างการขับรถออกจากที่จอด การจอดรถ การกลับรถหรือการเลี้ยว ส่วนใหญ่มักละเลยการให้สัญญาณให้รถคันอื่นมองเห็นเราแต่เนิ่นๆ นึกอยากออกก็ออก นึกอยากจอดก็จอด โดยไม่คำนึงถึงผู้ที่ขับตามมา ถ้าคันไหนที่ใช้ความเร็วก็อาจเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนได้อีก โชคร้ายอาจถึงชีวิตก็เป็นได้ "ไฟเลี้ยว" ดวงละไม่กี่บาท เปิดใช้เมื่อจำเป็น ไม่เปลืองหรอกครับ ที่สำคัญ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่รถทุกคนต้องมี รถจะราคาถูก หรือรถหรูๆ หลายสิบล้านต้องมีติดรถมาจากโรงงาน และเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน เรามาดูหลักการเบื้องต้นกันหน่อยดีกว่า เวลาจะขับรถออกจากที่จอด, การจอดรถริมทาง, กลับรถ หรือการขอทาง เราควรปฏิบัติอย่างไร ? ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่ 

 

 

● ขับจี้คันหน้า

ทำไม ไม่ควรขับรถจี้คันหน้าจนเกินไป ? การขับรถให้ปลอดภัย ต้องเว้นระยะให้ห่างเพียงพอ ตอบง่ายๆ ได้เลย ก็เพราะเราไม่สามารถเริ่มเบรคได้พร้อมคันหน้า และอาจจะเบรคได้ไม่ดีเท่าคันหน้าด้วย ทันทีที่คันหน้าเบรค ความเร็วก็จะลดลงทันที แต่รถของเรายังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ มันก็จะพุ่งเข้าใส่คันหน้า ในระหว่างที่ตาเราเริ่มเห็นไฟเบรคติด สมองรับรู้ และตัดสินใจว่าต้องเบรคด้วย มิฉะนั้นจะชนท้ายรถนั้นสมองสั่งมาที่กล้ามเนื้อขา แล้วก็ยังต้องใช้เวลาในการยกเท้าจากคันเร่งมาที่แป้นเบรค แล้วเหยียดขาเพื่อให้เท้ากดแป้นเบรค กดไปแล้วก็กินเวลาช่วงหนึ่ง กว่าที่ผ้าเบรคจะถูกอัดกับจานเบรคแล้วเริ่มมีแรงเบรค ในช่วงเวลาทั้งหมดนี้ รถของเราจะขับเข้าไปใกล้ท้ายคันหน้าตลอด ถ้าระยะเวลาที่เราเตรียมไว้ ซึ่งคือการเว้นระยะห่างไว้น้อยกว่าที่ใช้ ก็ได้เรื่องในการโทรเรียกพนักงานจากบริษัทประกันภัย และก็อาจทำให้คนหลายร้อยคนที่ร่วมใช้ถนนเดือดร้อนไปด้วย ยิ่งเกิดอุบัติเหตุระหว่างฝนตกหนักๆ ไปกันใหญ่เลย

 

ตามมาตรฐานสากลที่ให้ความปลอดภัยสูงสุด กำหนดระยะห่างจากท้ายคันหน้าด้วยค่าความเร็วที่ขับตามกันไว้ที่ครึ่งหนึ่งของความเร็วที่มีหน่วย กม./ชม. แล้วใช้หน่วยความยาวเป็นเมตร เช่น ขับตามหลังคันหน้าด้วยความเร็ว 100 กม./ชม. ควรเว้นระยะห่าง 50 เมตร แต่ในสภาพการจราจร และพฤติกรรมการขับขี่ ลดลงอีกครึ่งก็ยังดี และถ้าสถานการณ์บังคับก็พอยอมให้เหลือ 1 ใน 4 ได้ ซึ่งที่จริงไม่ใช่ระยะที่ปลอดภัยแล้ว แต่ก็ยังดีกว่าที่ใช้กันอยู่แค่ 1 ใน 10 เพราะฉะนั้น จากตัวอย่างเดิม ระยะห่างที่ควรเว้นที่ความเร็ว 100 กม./ชม. คือ 50 เมตร ถึง 30 เมตร โดยประมาณ ทำไม ? ต้องเว้นระยะห่างให้เพียงพอ ? อ่านต่อที่นี่

 

 

● ไฟท้ายสีฟ้า (เท่ดี)

การดัดแปลงไฟท้ายรถเป็นสีฟ้า ทั้งอันตรายต่อสายตาเพื่อนร่วมทาง และผิดกฎหมาย รู้แล้วเลิกซะ ! เวลาขับขี่ตามรถที่มีไฟท้ายสีฟ้า เราจะรู้สึกปวดหัว เพราะแสงสีฟ้าเป็นแสงที่สามารถทะลุทลวงได้ถึงจอประสาทตา เรียกได้ว่ามีพลังทำลายกระจกตา หรือจอประสาทตาได้มากกว่าแสงอื่น นอกจากนี้ การดัดแปลงไฟท้ายยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะกฎหมายกำหนดให้ไฟท้ายรถต้องเป็นสีแดง และไฟเลี้ยวต้องเป็นสีเหลืองอำพันเท่านั้น หากเจ้าหน้าที่พบเห็น จะถูกปรับไม่เกิน 2,000 บาท [อ่านที่นี่ ไฟท้ายสีฟ้า ความสุข บนความทุกข์ของผู้อื่น !?!]

 

 

●ติดตั้งไฟหน้าที่ไม่ได้มาตรฐาน  

อีกหนึ่งมารยาทที่สำคัญมากๆ สำหรับผู้ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ไม่ควรละเลย คนใช้รถหรือแม้คนเดินถนนทุกคนคงไม่มีใครชอบแน่นอน หากรถคันที่สวนทาง หรือขับตามหลังเรา เปิดไฟสูง |หรือพวกติดไฟซีนอนแสงสว่างจ้าทิ่มตา| ด้วยอาจจะรู้ตัว หรือไม่รู้ตัวก็ตาม เพราะมันจะทำให้เราเสียสมาธิในการขับรถ สายตาเกิดอาการพล่ามัว อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุอย่างไม่น่าให้อภัยเลยก็ได้ ล่าสุดมีผู้ใช้สื่อออนไลน์ถึงขั้นโพสต์วิธี "แก้เผ็ดคนชอบเปิดไฟสูงเวลาขับรถกัน" อยากรู้ไปค้นหาใน Google ได้เลย

 

ที่สำคัญเราไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยของการใช้รถใช้ถนนในในบ้านเรา หรือแม้แต่ศูนย์บริการของผู้จำหน่ายรถยนต์ ก็ขาดความเข้าใจด้านเทคนิค และการซ่อมบำรุงที่ถูกต้องและจริงจัง เพราะลำแสงจากไฟหน้าของรถเกือบทุกคัน ไม่อยู่ในแนวที่ถูกต้อง มันอันตรายจริงๆ

 

อย่าลืมว่า ระบบส่องสว่างหน้ารถ ไม่เฉพาะแค่ให้มองเห็นเส้นทางของเราในยามค่ำคืนเท่านั้น แต่ต้องไม่ไปรบกวนสายตาของเพื่อนร่วมทาง หรือคนเดินถนนรอบข้างด้วย ดังนั้นระดับความสว่างของแสงไฟ ตำแหน่งของลำแสงที่ตกกระทบกับพื้นถนน และโทนสีของลำแสง จึงต้องมีความเหมาะสม ปรับตั้งตามมาตรฐาน ลำแสงส่องสว่างหน้ารถยนต์ เปรียบเสมือนกับดาบสองคม ถ้าเราปรับให้เห็นได้ชัดเจน มีลำแสงที่สูงและกว้างไกล ก็มักจะไปแยงตาเพื่อนร่วมทางที่สวนมา แต่ถ้าเราปรับตั้งให้ต่ำเกินไป (เกรงใจเพื่อนร่วมทาง) ก็มักจะมองอะไรไม่เห็น ดังนั้นการปรับตั้งให้ได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญ การปรับตั้งไฟหน้าไม่จำเป็นต้องทำกันทุกเดือน อาจตรวจเชคปีละครั้งก็ยังได้ หรือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนไฟหน้า หรือเมื่อได้เปลี่ยนระดับความสูง/ต่ำของรถ (ยกสูง/โหลดเตี้ย) ซึ่งทั้งหมดนี้ ล้วนส่งผลต่อระดับการส่องสว่างแทบทั้งสิ้น อ่านบทความเกี่ยวข้องได้ ที่นี่ / 

 

 

● งด ! SocialMedia ทุกชนิด ไม่โทร ไม่รับ ขณะขับรถ

ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ มีความเสี่ยง ! มากกว่า เมาแล้วขับถึง 4  เท่า ! เพราะอะไร ลองดูและนึกภาพตามว่า เหตุใดทุกคนที่รู้ทั้งรู้ว่าส่งข้อความและใช้มือถือขณะขับรถนั้นอันตราย แต่จนบัดนี้ก็ยังทำอยู่ ท้าทายอุบัติเหตุอย่างมาก

Courtesy of: https://www.onlineschools.com  onlineschools.com

● แม้ว่าการเมาแล้วขับจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุน้อยกว่าการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ แต่...เพราะการเมาแล้วขับก็ยังคงมีความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุเช่นกัน

 

 

● ขับทิ้งระยะ...ห่าง...เกินไป ! 

การขับรถให้ปลอดภัยและไม่กีดขวางทางผู้อื่นนั้นผู้ขับขี่ควรทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควร เนื่องจากบางครั้งในสภาวะอากาศที่ไม่ปกติ อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา การทิ้งระยะห่างจากคันหน้าจะสามารถทำให้เราเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน ได้เสมอ
 
แต่ถ้าหากคุณขับรถทิ้งระยะมากเกินไปนั้น รถคันหลังจะพยายามแซงคุณขึ้นมา เพิ่มโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุให้ผู้อื่นอย่างไม่รู้ตัว เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนกว่า 80 % นั้น เกิดจากพฤติกรรมการใช้ถนนที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งกว่า 11 % มาจากการแซงซ้าย เหตุผลที่กฎหมายระบุว่าห้ามแซงซ้าย เพราะหากทิ้งระยะห่างคันหน้าอย่างเหมาะสม คงไม่มีผลอะไรมากนัก เนื่องจากทัศนวิสัยทั้งซ้าย-ขวาเอื้ออำนวย แต่หากขับชิดคันหน้ามากเกินไป จะทำให้การมองเห็นรถทางฝั่งซ้ายลดลงไปมากเท่านั้น และหากผู้ขับขี่ขับเบียดเลนซ้ายเพื่อเร่งแซง อาจทำให้เกิดการเฉี่ยวชนรถที่จอดอยู่ก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้ การแซงขวาจึงมีความปลอดภัยกว่า นอกจากนั้นแล้วการแซงซ้าย ยังมีความผิด พรบ. จราจรทางบก ปี 2522 หมวด 2 มาตรา 45 ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ ขับรถแซงหน้ารถคันอื่นด้านซ้ายอีกด้วย เห็นอย่างนี้แล้ว ยังมีใครที่จะขับเว้นระยะมากๆ กันอยู่ทำไม? ดูตัวอย่าง ที่นี่

 

 

● 'ง่วง'ขับรถ ! VS 'ดื่ม' ขับรถ !

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนส่วนใหญ่มาจากผู้ขับขี่ประมาท เมาแล้วขับและง่วงแล้วขับ ในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุปีละ 14,000 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้เสียชีวิตจากการง่วงแล้วขับและหลับในมากถึง 2,800 คน หรือประมาณร้อยละ 20 ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น มูลค่าความเสียหายมากถึงปีละ 20,000 ล้านบาท อุบัติเหตุที่เกิดจากการหลับในค่อนข้างรุนแรงมาก เพราะคนหลับในไม่มีสติ ไม่รู้ตัว จึงไม่มีการหักหลบหรือเหยียบเบรกแต่อย่างใด คนที่อดนอนทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง ติดต่อกัน 1 สัปดาห์ จะมีอาการเหมือนคนที่มีแอลกอฮอล์ในร่างกาย 100 มิลลิกรัม แอลกอฮอลหรือความเมามีเครื่องมือที่วัดกันได้ แต่ความง่วงหรือความอ่อนเพลียจนกระทั่งถึงขั้นหลับในนั้นไม่มีกฎหมายควบคุมและไม่มีเครื่องมือที่สามารถวัดได้ เพราะเป็นเรื่องเฉพาะตัวเองที่จะรู้ดีที่สุด 


ฉะนั้นเมื่อเกิดอาการ ขับรถช้าลงๆ ทั้งๆ ที่มีโอกาสจะขับเร็วได้, ขับรถกระตุก เป็นผลสืบเนื่องมาจาก คนขับรถที่ง่วงจะพยายามฝืน เมื่อตอนง่วงจัดเกือบหลับ เท้าเหยียบคันเร่งจะแผ่ว พอรู้สึกตัวจากภวังค์ จะรีบกดปลายเท้าขวา คันเร่งน้ำมันถูกเหยียบ รถจะพุ่งไปข้างหน้าทันที ทำให้รถถูกกระชากด้วยความเร็ว ถ้าท่านนั่งรถแล้วรู้สึกอย่างนี้ต้องระวังให้ดี ส่วนผู้ขับขี่ที่ ดื่มแล้วขับก็น่ากลัวไม่แพ้กัน อ่านต่อ ที่นี่ !

 


ภาพที่เกี่ยวข้อง

คำค้นหา


Share:

แสดงความคิดเห็น