กรุณากรอกข้อมูลเพื่อเข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
เลือกผู้ใช้  
ชื่อผู้ใช้
ชื่อ-นามสกุล
รหัสผ่าน
MOTOR EXPO-CANON PHOTO BLOG
    เรื่องย้อนหลัง Update : 26 พฤศจิกายน 2554 09:41:12

สัดส่วนภาพ หรือ Picture aspect ratio

     สวัสดีครับเพื่อนที่รักการถ่ายภาพทุกคน ในปีมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 28 ทางแคนนอนได้มีการจัดประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ "สีสันยานยนต์" ด้วยนะครับ สำหรับใครที่มีกล้องอยู่ในมือก็อย่ามัวแต่เดินถ่ายสาวพริตตี้เพลินจนลืมถ่ายภาพรถนะครับ มุมมองใครดี ภาพถ่ายสวยถูกใจกรรมการ งานนี้ถ้าเข้าตามีรางวัลจากแคนนอนเป็นกล้อง DSLR EOS7D และ EOS600D เชียวนะ

     ก่อนอื่นเรามากล่าวนำกันสักนิดหนึ่ง ในปัจจุบันนี้ทางแคนนอนได้มีการผลิตกล้องออกมาสู่ตลาดเป็นจำนวนมากทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ โดยเฉพาะกล้องรุ่นเล็กที่ผลิตออกมาในเวลานี้ประสิทธิภาพไม่ได้น้อยหน้าเทคโนโลยีจากกล้องรุ่นพี่รุ่นเก่าๆ เลย สำหรับมือใหม่หรืออาจจะมือเก่าทั้งหลายการจะถ่ายภาพให้สนุกนั้น อันดับแรกที่ควรปฏิบัติทันทีหลังจากซื้อกล้องมาก็คือ การศึกษาจากคู่มือก่อนว่ากล้องที่เรามีอยู่ในมือตอนนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง แต่ละคำสั่งใช้งานอย่างไร เพราะกล้องรุ่นใหม่ในปัจจุบันมีคำสั่งมากมายที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายภาพ ซึ่งทางผู้ผลิตได้ใส่เข้ามาในกล้องทำให้การถ่ายภาพง่าย สะดวกและสร้างสรรค์ได้อย่างสนุกสนานโดยไม่จำเป็นต้องเป็นช่างภาพมืออาชีพก็สามารถใช้งานและถ่ายภาพให้สวยได้ สำหรับมือใหม่อาจจะแปลกใจว่าคำสั่งมากมายที่อยู่ในกล้องนั้นมีไว้ทำอะไร และจะนำมาใช้งานได้ในสถานการณ์แบบไหนกันบ้าง สำหรับบทความนี้เราจะเน้นไปที่ Feature ของกล้อง Canon DSLR รุ่น EOS600D หรือเรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า EOS-T3i ซึ่งเป็นกล้องรุ่นใหม่ที่มีคุณสมบัติไม่ได้น้อยหน้ากล้องรุ่นพี่ในตระกูลเดียวกัน

 

     สำหรับเรื่องแรกที่จะนำเพื่อนที่รักการถ่ายภาพทุกท่านได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันก็คือ เรื่อง สัดส่วนภาพ หรือเรียกว่า Picture aspect ratio

     Picture aspect ratio คือ สัดส่วนของภาพถ่ายในด้านยาว x ด้านกว้าง ซึ่งในกล้อง Canon DSLR EOS600D มีหลายสัดส่วนภาพให้เลือกใช้ขึ้นอยู่วัตถุประสงค์ในการนำไปใช้งาน โดยสามารถเลือกปรับสัดส่วนของภาพได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้ง่ายเพราะไม่ต้องไปตัดส่วนด้วยโปรแกรมตกแต่งภาพในคอมพิวเตอร์ให้ยุ่งยากซึ่งบางคนอาจจะไม่ถนัด ไม่สะดวกหรือไม่มีความรู้ในการใช้โปรแกรมต่างๆ กล้องจึงสามารถจัดการให้เราขณะถ่ายภาพและแสดงผลออกมาได้ทันที ตัวเลือกสำหรับการกำหนดสัดส่วนภาพ คือ 1:1, 3:2, 4:3 และ 16:9 นอกจากนี้ยังสามารถปรับตั้งไฟล์ได้หลายขนาด ในการถ่ายภาพด้วยสัดส่วนภาพแต่ละแบบ สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงคือการจัดวางองค์ประกอบในภาพที่แตกต่างกันไปเพื่อ สร้างจุดสนใจให้กับวัตถุที่เราต้องการนำเสนอในภาพถ่าย เช่นตัวอย่างในภาพประกอบ

 

     กรอบสีน้ำเงิน คือ สัดส่วนภาพ 1:1

     กรอบสีส้ม คือ สัดส่วนภาพ 3:2

     กรอบสีเขียว คือ สัดส่วนภาพ 4:3 

     กรอบสีชมพู คือ สัดส่วนภาพ 16:9

 

     สัดส่วนภาพ 1:1คือ ภาพมีขนาดด้านยาว 1 ส่วน x ด้านกว้าง 1 ส่วน ภาพจะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส (Square format) นิยมใช้ในกล้องระดับอาชีพประเภท Medium format ลักษณะภาพถ่ายจากสัดส่วนภาพประเภทนี้เราอาจะไม่ชินตา แต่ก็ให้อารมณ์ภาพที่ดูแตกต่างและแปลกตาออกไป เลือกปรับตั้งขนาดภาพ 3456 x 3456, 2304 x 2304, 1728 x 1728, 1280 x 1280 และ 480 x 480 พิกเซล

 

     สัดส่วนภาพ 3:2 คือ ภาพมีขนาดด้านยาว 3 ส่วน x ด้านกว้าง 2 ส่วน สำหรับภาพแนวนอน หรือ ภาพมีขนาดด้านยาว 2 ส่วน x ด้านกว้าง 3 ส่วน สำหรับภาพแนวตั้ง เลือกปรับตั้งขนาดภาพ 5184 x 3456, 3456 x 2304, 2592 x 1728, 1920 x 1280 และ 720 x 480 พิกเซล

     เป็นสัดส่วนภาพถ่ายที่ได้จากกล้องที่มีขนาดเซ็นเซอร์ 3:2 มักมีใช้งานอยู่ในกล้องดิจิตอล DSLR และกล้องฟิล์มขนาด 35 มม. ในสมัยก่อน เป็นสัดส่วนที่สามารถอัดขยายภาพที่อยู่ตามร้านถ่ายภาพทั่วไปได้พอดี โดยไม่ถูกตัดส่วนของภาพออกไป คือ ขนาด 6 x 4 นิ้ว, 9 x 6 นิ้ว, 12 x 18 นิ้ว, 15 x 10 นิ้ว, 18 x 12 นิ้ว เป็นต้น แต่ถ้าต้องการอัดภาพด้วยขนาด 5 x 7 หรือ 8 x 10 นิ้ว อาจจะต้องถูกตัดส่วนของภาพออกไปบางส่วน

 

     สัดส่วนภาพ 4:3 (1.33 : 1) คือ คือ ภาพมีขนาดด้านยาว 4 ส่วน x ด้านกว้าง 3 ส่วน สำหรับภาพแนวนอน หรือ ภาพมีขนาดด้านยาว 3 ส่วน x ด้านกว้าง 4 ส่วน สำหรับภาพแนวตั้ง ซึ่งในครั้งแรกของกล้อง Digital ได้มีการออกแบบให้สัดส่วนของภาพมีขนาด 4:3 ซึ่งใช้งานได้พอดีกับจอคอมพิวเตอร์และโทรทัศน์ เลือกปรับตั้งขนาดภาพ 4608 x 2304, 3072 x 2304, 2304 x 1728, 1696 x 1280 และ 640 x 480 พิกเซล

     เป็นสัดส่วนภาพถ่ายที่ได้จากกล้องที่มีขนาดเซ็นเซอร์ 4:3 ปกติมักใช้ในกล้องคอมแพคและกล้อง DSLR บางยี่ห้อที่เพิ่ม Feature ของกล้องให้สามารถปรับลูกเล่นทำให้เกิดความสะดวกสบายในการนำไปใช้งานได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ถ่ายภาพ ซึ่งในกล้อง DSLR ของแคนนอนรุ่น 600D ก็มีให้เลือกใช้งาน นอกจากนี้ยังมีใช้แพร่หลายในงานนิตยสาร หน้าจอทีวี หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ใช้ขนาด 4:3 เหมือนกัน เช่น ขนาด 800 x 600, 1024 x 766 เป็นต้น ภาพถ่ายที่ถูกถ่ายมาด้วยสัดส่วนนี้เวลานำไปอัดขยายทุกขนาดมักจะต้องถูกตัดส่วนของภาพออกไป (Crop) เพื่อให้พอดีกับขนาดของกระดาษอัด ในกรณีที่เราต้องการให้ภาพของเราอยู่ครบทุกส่วนโดยไม่ถูกตัดออกเราควรบอกช่างที่ร้านอัดภาพว่า “อัดภาพเต็มไฟล์” ซึ่งทางร้านจะไม่มีการตัดส่วนของภาพออกไป แต่สิ่งที่จะได้ภาพที่มีขอบขาวติดมาด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราถ่ายภาพด้วยอัตราส่วน 4:3 มา ก่อนจะนำไปอัดภาพที่ร้านเราควรจะมีการตัดส่วนของภาพให้เป็น 3:2 ก่อนเพื่อให้องค์ประกอบภาพถูกใจเรามากที่สุดโดยใช้โปรแกรมตกแต่งภาพต่างๆ ถ้าเป็นภาพที่ถ่ายด้วยกล้อง Canon ก็สามารถตัดส่วนของภาพด้วยโปรแกรม Digital Photo Professional : DPP ในคำสั่ง Tools > Start Trimming/Angle Adjustment tool ได้เช่นเดียวกัน

      สัดส่วนของภาพ 4:3 ที่สามารถอัดขยายโดยไม่ถูกตัดส่วนของภาพ คือ ขนาด 8 x 6 นิ้ว, 16 x 12 นิ้ว , 20 x 15 นิ้ว เป็นต้น

 

     สัดส่วนภาพ 16:9 (1.78 : 1) คือ คือ ภาพมีขนาดด้านยาว 16 ส่วน x ด้านกว้าง 9 ส่วน สำหรับภาพแนวนอน หรือ ภาพมีขนาดด้านกว้าง 9 ส่วน x ด้านสูง 16 ส่วน สำหรับภาพแนวตั้ง เรียกสัดส่วนภาพแนวนี้ว่าพาโนราม่า (Panorama) และเป็นสัดส่วนภาพที่นำไปใช้งานได้พอดีกับงานวิดีโอและการแสดงผลบนโทรทัศน์ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพทิวทัศน์เพราะทำให้เก็บรายละเอียดทางด้านยาวก็เต็มที่ ทำให้ภาพทิวทัศน์ดูสวยงามมากขึ้น เลือกปรับตั้งขนาดภาพ 5184 x 2912, 3456 x 1944, 2592 x 1456, 1920 x 1080 และ 720 x 400 พิกเซล

      จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของภาพถ่ายจะให้ความรู้สึกของภาพแตกต่างกันออกไปแม้จะมีการจัดวางตำแหน่งองค์ประกอบของวัตถุในตำแหน่งใกล้เคียงกัน อย่างตัวอย่างภาพนี้สิ่งที่เปลี่ยนไปคือที่ว่างที่อยู่รอบวัตถุหลักส่วนประธานทำให้ความอึดอัดของภาพดูแตกต่างและเหมาะสมต่างกันไปด้วย

 

     วิธีการเข้าเมนู Aspect ratio ให้กดปุ่ม Menu > หมุนที่แป้นหมุนใกล้ปุ่มชัตเตอร์ เพื่อเลือกเมนูหน้าที่ 4 ของเมนูหลัก > ใช้ปุ่มลูกศรล่างเลือกคำสั่ง Aspect ratio > กดปุ่ม Set เพื่อเข้าสู่เมนูย่อย > เลือกสัดส่วนภาพที่ต้องการ > กดปุ่ม Set อีกหนึ่งครั้ง จากนั้นเราก็สามารถถ่ายภาพในสัดส่วนภาพที่เราเลือกไว้ได้ทันที

เขียนโดย : Pookie Fotografo
Update : 23 พฤศจิกายน 2554 13:41:28

ใช้โหมดไหน ถ่ายภาพกันดี (สำหรับมือใหม่)

Shooting Mode หรือ Exposure Mode (โหมดถ่ายภาพ : โหมดการบันทึกแสง) กล้องตระกูล Canon EOS

กล้องดิจิตอลในปัจจุบัน มีอยู่ด้วยการมากมายหลายแบบ ส่วนใหญ่ก็จะเน้น โหมดถ่ายภาพแบบใช้งานง่ายๆ แบบอัตโนมัติทุกระบบ เราเพียงแค่เล็งแล้วก็ถ่าย กับกล้องแบบที่เน้นการถ่ายภาพแบบจริงๆจังๆ จะมีโหมดถ่ายภาพให้เราเลือกใช้งานได้มากมาย ซึ่งก็อาจจะมีโหมดอย่างง่ายๆ ให้เราใช้งานสำหรับมือใหม่ หรือเรื่อยไปจนถึงแบบที่เราต้องตั้งค่าต่างๆด้วยตัวเองทั้งหมด สำหรับผู้ที่เชียวชาญแล้ว เราลองมาดูกันว่า โหมดถ่ายภาพที่เราเห็นๆกันบนกล้องแบบต่างๆนั้น มีอยู่กี่ลักษณะ และแต่ละลักษณะนั้น มีการใช้งานอย่างไรบ้าง

สำหรับกล้อง Canon นั้นจะมีการแบ่งโหมดถ่ายภาพออกเป็น Zone คือ Basic Zone สำหรับการใช้งานอย่างง่ายๆ กับ Creative Zone สำหรับการใช้งานแบบจริงจังถึงแบบมืออาชีพ

มาดูโหมดทางฝั่ง Basic Zone กันก่อน

Full Auto (กรอบสี่เหลี่ยมเขียวๆ) โหมดอัตโนมัติเต็มรูปแบบ การทำงานแบบอัตโนมัติทั้งหมด การใช้งานกล้องก็เพียง ยกกล้องขึ้นมาเล็ง แล้วก็กดปุ่มชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพแค่นั้น เป็นการใช้งานในลักษณะที่เรียกว่า Point-and-shoot เล็งแล้วถ่าย โดยกล้องจะพยายามคำนวณให้ค่าที่เหมาะสม สำหรับการถ่ายภาพนั้นๆให้อย่างอัตโนมัติ แต่เราไม่สามารถไปควบคุม หรือตั้งค่าอะไรในการถ่ายได้เลย ต้องปล่อยให้กล้องจัดการให้เราเองทั้งหมด เหมาะสำหรับการถ่ายภาพบันทึกทั่วๆไป ที่ไม่ได้เน้นความสวยงามอะไรมากนัก

Portrait โหมดถ่ายภาพบุคคล โหมดถ่ายภาพบุคคล เป็นหนึ่งในโหมดถ่ายภาพตามสถานการณ์ (Scene Mode) ทำงานคล้ายกับ Full Auto คือ ผู้ใช้งานแค่เล็งแล้วถ่าย แต่สิ่งที่แตกต่างคือ โหมดถ่ายภาพบุคคล จะรู้ว่าเรากำลังถ่ายภาพบุคคลอยู่ จึงตั้งค่าต่างๆให้สอดคล้องเหมาะสม สำหรับการถ่ายภาพบุคคล โดยเฉพาะเรื่องของ การใช้รูรับแสงที่กว้างเป็นหลัก เพื่อให้ฉากหลังเบลอ การใช้แฟลชช่วยในกรณีที่กล้องคิดว่าจำเป็น (แฟลชจะยกตัวขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ) และควบคุมโทนสีของผิวคน (Skin Tone) ไม่ให้จัดจ้านจนเกินไป ผ่านทางระบบ Picture Style ที่เหมาะสม (Picture Style Portrait) รวมทั้งระบบถ่ายภาพ จะเป็นแบบ Continue คือ คุณสามารถกดชัตเตอร์แช่ค้างไว้ แล้วกล้องจะถ่ายภาพรัวๆหลายๆภาพ ให้คุณได้

คำแนะนำเพิ่มเติม สำหรับใช้งานโหมดนี้

1. พยายามให้คนที่เป็นแบบ ยืนห่างออกมาจากฉากหลังมากๆ หรือ ทางที่ดีคือ ยืน หรือ นั่ง อยู่บริเวณที่โล่งๆ อย่ายืน ชิดติดกำแพง หรือ ฉากหลังใกล้ๆ เพราะฉากหลังที่ห่างออกไปมากๆ จะช่วยให้ ฉากหลังดูเบลอได้มากขึ้น และตัวคนจะดูโดดเด่นขึ้นมา

2. พยายามใช้เลนส์ยาวๆสักหน่อย หรือ ถ้าเลนส์ของคุณซูมได้ ก็ให้ซูมไปให้ไกลที่สุด เช่น เลนส์ 18-55 มม. ก็ให้ซูมไปที่ 55 มม. เลนส์ 55-200 มม. ก็ให้ซูมไปที่ 200 มม. เพื่อถ่ายภาพบุคคล การซูมเยอะๆ ให้เลข มม. มากที่สุด จะยิ่งทำให้ฉากหลังเบลอได้มากยิ่งขึ้น (แต่ก็ดูเรื่องลักษณะภาพที่คุณต้องการประกอบด้วย)

3. โฟกัสที่ใบหน้า ไม่ใช่ที่ลำตัว พยายามสังเกตว่าจุดโฟกัสในช่องมองภาพ สว่างขึ้นมาที่ใบหน้าหรือไม่ เพราะภาพบุคคล ต้องมองดูชัดที่บริเวณใบหน้า ไม่ใช่ที่อื่น

4. โหมดถ่ายภาพบุคคลนี้ ใช้ได้ดีในตอนกลางวัน ไม่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพตอนกลางคืน หรือที่มีแสงน้อยมากๆ ควรใช้เป็นโหมดถ่ายภาพบุคคลตอนกลางคืน (Night Portrait) จะให้ผลที่ดีกว่า

สำหรับในตอนต่อๆไป จะได้นำเสนอในโหมดอื่นๆ ให้ได้ลองติดตามกันต่อไปนะครับ วันนี้เบื้องต้นๆ ลองใช้งาน 2 โหมดพื้นฐานนี้กันดูก่อน แล้วเจอกันในครั้งต่อไปครับ

เขียนโดย : นายตากล้อง
    เรื่องย้อนหลัง Update : 26 พฤศจิกายน 2554 14:12:11

การใช้งานคำสั่ง Highlight Tone Priority

     คำสั่ง Highlight Tone Priority เป็นคำสั่งสำหรับการเพิ่มระดับความสว่างในทุกๆ ส่วนของภาพที่เป็น Shadow, Midtone และ Highlight ขึ้นมา โดยกล้องจะให้ความสำคัญกับส่วนสว่าง (Highlight) และ ควบคุมไม่ให้ส่วนสว่างนั้นหลุดออกไปจากช่วงความสามารถในการเก็บรายละเอียดของส่วนมืดและส่วนสว่าง (Dynamic Range : DR) โดยเท่าไปนักถ่ายภาพมักจะให้ความสำคัญกับรายละเีอียดที่อยู่ในส่วนสว่างของภาพอย่างมากซึ่งเรียกว่า Highlight Dynamic Range หรือ Highlight DR เพราะส่วนสว่างเป็นจุดด้อยของกล้องดิจิตอลเนื่องจากมีช่วงความสามารถในการเก็บรายละเอียดส่วนสว่างที่ต่ำเพียง +2 Stops จากค่าแสงปกติ ในขณะที่ Shadow Dynamic Range หรือ shadow DR มีความสามารถในการเก็บรายละเอียดได้ถึง -6 Stops จากค่าแสงปกติ ซึ่งเป็นช่วงที่กว้างมากกว่าส่วนสว่างอยู่มาก การถ่ายภาพมาให้อันเดอร์หรือมืดลงนิดหน่อยก็จะทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการแต่งภาพได้มากกว่าส่วนสว่างซึ่งถ้าควบคุมหรือถ่ายภาพมาไม่ดีจะไม่สามารถกู้รายละเอียดได้เลย ซึ่งในกลุ่มนักถ่ายภาพมักจะพูดให้เข้าใจกันว่า ถ่ายมาหลุด เพราะฉะนั้นทาง Canon จึงให้ความสำคัญในการผลิตกล้องให้สามารถเก็บรายละเอียดของวัตถุสีขาวหรือวัตถุที่มีส่วนสว่างมากๆ ให้ยังคงมีรายละเอียดของส่วนนั้นอยู่ โดยออกแบบกล้องให้มีคำสั่ง Highlight Tone Priority เข้ามาในกล้องหลายๆ รุ่น

 

     การเปิดใช้งานคำสั่ง Highlight Tone Priority ให้ดูตามความเหมาะสมเพราะถ้าเราถ่ายภาพในสภาพที่ไม่มีได้มีวัตถุที่อยู่ในส่วนสว่างมากเกินไป หรือภาพรวมมีแต่สภาพแสงที่เป็นเงา การเปิดคำสั่งนี้อาจจะเป็นตัวดึง Noise ที่อยู่ในเงานั้นออกมาก็ได้ เราจึงควรให้ความสำคัญและเลือกใช้งานตามสถานการณ์ที่จำเป็นเท่านั้น และเหมาะที่จะทำงานร่วมกับโหมดการถ่ายภาพอัตโนมัติเนื่องจากกล้องจะทำหน้าที่ประมวลผลแทนผู้ควบคุมกล้องทั้งหมด

 

     สำหรับกล้อง Canon 600D มีคำสั่ง Highlight Tone Priority อยู่ใน Menu หน้าที่ 9 ของกล้อง โดยเข้าไปเปิดคำสั่งด้วย Custom Function : C.Fn II : Image เปลี่ยนคำสั่งจาก Disable เป็น Enable ก็สามารถใช้งานได้ทันที หลังจากเปิดใช้งานแล้ว การแสดงผล ISO speed จะมีตัวอักษร D+ ขึ้นตามหลัง เช่น 200 D+ หมายความว่า ใช้งาน ISO speed 200 ร่วมกับการเปิดคำสั่ง Highlight Tone Prioritั ซึ่งแตกต่างจากเมื่อปิดคำสั่งจะเป็นการแสดงเฉพาะตัวเลขเท่านั้น และเมื่อเปิดใช้งานจะสามารถปรับ ISO speed ได้ในช่วง 200 ถึง 6400 เท่านั้น หรือจะตั้งเป็น ISO Auto ก็ำได้ ซึ่งจากเดิมถ้าปิดการใช้งานคำสั่ง Highlight Tone Priority จะใช้งาน ISO speed ในชั่วงตั้งแต่ 100 ถึง 6400 และขยายช่วง ISO speed ได้ถึง 12800

 

     ตัวอย่างภาพที่เปิดคำสั่ง Highlight tone priority

     เนื่องจากจอคอมพิวเตอร์ของแต่ละคนมีความสามารถในการแสดงรายละเอียดของภาพที่แตกต่างกัน จึงขอเพิ่มเติมข้อมูล Histogram เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ กราฟ histogram เป็นข้อมูลซึ่งเป็นรายละเอียดของการถ่ายภาพ โดยจะมีการกระจายตัวของข้อมูลส่วน Shadow / Midtone / Highlight ทำให้เราทราบได้ว่าภาพของเราถ่ายมามีรายละเอียดส่วนใดมากเท่าใด กราฟทางซ้ายมือคือส่วนมืด เริ่มต้นจาก 0 (ศูนย์) จากนั้นจะไล่ส่วนมืดไปทางขวาเรื่อยๆ นั่นคือส่วน Midtone จนกระทั่งไปถึงด้านขวามือสุดของกราฟนั่นคือส่วนสว่างที่สุดของข้อมูลนั่นก็คือ 255

 

   

     Histogram ซึ่งแสดงข้อมูลการถ่ายภาพของภาพนี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีรายละเอียดในส่วนที่มืดที่สุดหรือสว่างที่สุด วิธีดูคือ กราฟข้อมูลด้านซ้ายแสดงส่วนมืด เริ่มต้นจาก 0 (ศูนย์) เป็นส่วนที่มืดที่สุดของภาพ แต่ภาพนี้ข้อมูลไม่ได้เริ่มจากศูนย์จึงไม่มีส่วนที่มืดที่สุดปรากฏอยู่ ส่วนกราฟข้อมูลด้านขวามือสุดแสดงส่วนสว่าง (สิ้นสุดที่ 255) ถ้าถ่ายภาพมาแล้วมีข้อมูลของกราฟมาตกที่ขอบนี้จำนวนมากแสดงว่าเราถ่ายภาพมาสว่างมากเกินไป

 

     วิธีตรวจสอบส่วนที่สว่างที่สุดว่ามีรายละเอียดของข้อมูลหรือไม่ด้วยคำสั่ง Selection ใน Photoshop

 

     ที่ Photoshop ให้เราเลือกคำสั่ง Selection จากนั้นลากคลุมพิ้นที่ส่วนที่เราต้องการตรวจสอบว่าเป็นส่วนสว่างที่มีรายละเอียดหรือไม่ (ในภาพนี้คือสี่เหลี่ยมสีแดง) จากนั้นให้ดูข้อมูลจาก Histogram ซึ่งจะเป็นการแสดงผลของข้อมูลเฉพาะส่วนที่เรา Selection ไว้ครับ

 

ยังไม่มีบทความของtester
    เรื่องย้อนหลัง Update : 03 ธันวาคม 2554 12:07:11

เทคนิคการปรับ White Balance Shift (WB shift) เพื่อสร้างสีสันแปลกใหม่

สำหรับกล้อง Canon EOS รุ่นหลังๆ จะมีระบบนี้มาให้ใช้งานด้วย แต่เราต้องปรับโหมดมาที่ด้าน Creative Zone เสียก่อน คือโหมด P, Av, Tv, M จึงจะใช้งานระบบ WB shift นี้ได้

ประโยชน์ของระบบ WB shift ก็คือ สามารถสร้างสีสัน ที่ดูผิดไปจากระบบ WB โดยปกติ แต่ครั้นจะไปปรับค่า Kelvin โดยตรงก็ดูจะยากเกินไปสำหรับตากล้องทั่วๆไป ทาง Canon จึงทำ รูปแบบการปรับให้ง่ายขึ้น อาศัยเส้นกราฟที่มีแกน 4 แกน โดยแต่ละแกนคือตัวแทนของสีแต่ละสี ได้แก่ แกนตั้งด้านบน คือสีเขียว (G=Green) แกนตั้งด้านล่าง คือสีม่วงแดง (M=Magenta) แกนนอนด้านซ้าย คือสีน้ำเงิน (B=Blue) และแกนนอนด้านขวา คือสีเหลืองอำพัน (A=Amber)  สาเหตุที่ไม่ใช่คำว่า Yellow เพราะคาดว่าสี Yellow คือสีเหลืองแปร๋นๆ แต่สีเหลืองในที่นี้ จะเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลหน่อยๆ เขาเลยใช้คำว่า Amber แทน Yellow นะครับ

ส่วนตรงกึ่งกลางที่เป็นจุดตัดของแกนตั้งและแกนนอน คือ จุดที่กล้องทำการตั้งค่า WB ตามที่ระบุมาจากโรงงาน ซึ่งหากผู้ใช้งาน ต้องการให้ภาพเพี้ยนออกไปทางสีใด ก็เพียงแค่เลื่อนจุด โดยใช้ปุ่มลูกศรหลังกล้อง ให้จุดเคลื่อนออกมาจากจุดตรงกลาง แล้วเบี่ยงไปมาได้อย่างอิสระ เพื่อให้ภาพออกเพี้ยนไปตามสีใด มากน้อยแค่ไหน ก็ดูจากเส้นกราฟได้เลย ซึ่งนับว่าสะดวกมากๆ และเข้าใจได้ง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องอธิบายเรื่องค่า Kelvin แสง Kelvin กล้องให้เสียเวลา ผู้ใช้งานเพียงเลือกว่า อยากให้ “ผลลัพธ์” ออกมาเยื้องไปทางสีอะไรมากกว่ากัน แค่นั้นเอง ซึ่งไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้อะไรกันมาก ก็เข้าใจได้ง่ายๆ นับเป็น user interface ที่ใช้งานง่ายจริงๆ และได้ผลกับภาพที่หลากหลาย ตามแต่จินตนาการของผู้ใช้งานจะต้องการได้อย่างอิสระ จึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญตัวหนึ่ง ที่อยากให้ทดลองเล่น และทดลองใช้งานกันดู ไหนๆ Canon เขาก็จัดเต็ม มาให้เราใช้งานกันแล้วนะครับ

ส่วนวิธีการการเข้าสู่เมนู WB Shift ก็สามารถเข้าได้ทางเมนูรูปกล้องสีแดง ลองเลื่อนๆหาดู จะเจอคำว่า WB Shift/BKT อยู่ ก็กดเลือกได้เลย

หวังว่าคงสนุก กับการลองสร้างสรรค์ สีสัน แปลกๆตา ที่อาจจะชนะใจกรรมการ ในการประกวด หรือ อย่างน้อย ก็ทำให้ภาพเราดูแตกต่างไปจากคนอื่นๆได้อย่าง ไม่ยากเว็นอะไรนะครับ ลองดูครับ